แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เที่ยวญี่ปุ่น แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เที่ยวญี่ปุ่น แสดงบทความทั้งหมด

ค่าใช้จ่ายเบื้องต้นสำหรับการเที่ยวญี่ปุ่น


         
เที่ยวญี่ปุ่น หลายคนคงอยากรู้ว่า งบประมาณเบื้องต้นสำหรับการ เที่ยวญี่ปุ่น ทัวร์ญี่ปุ่น เป็นอย่างไร เพราะตอนนี้ ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เป็นเป้าหมายลำดับต้น ๆ ที่นักท่องไทยเลือก กระทู้นี้ มีคำตอบ
สรุปค่าใช้จ่ายเบื้องต้น


  •              ตั๋วเครื่องบิน 15,000-25,000 บาท
  •              ค่าที่พักต่อคืน 700 บาทต่อคืน (2,000 เยน) เป็นอย่างต่ำ
  •              ค่าอาหาร (แบบปกติ) ประมาณ 200-350 บาทต่อมื้อ (600-1,000 เยนต่อมื้อ)
  •              ค่าเดินทางจากสนามบินเข้าเมือง ราคาถูกที่สุดประมาณ 350 บาทต่อเที่ยว (ประมาณ                      1,000 เยน ต่อเที่ยว)
  •              ค่าเดินทางด้วยรถไฟภายในเมืองแบบตั๋ววัน ประมาณ 200-350 บาท (ประมาณ 600-1,000              เยน)

เตรียมตัวก่อนเที่ยวญี่ปุ่น (Prepare Before "Travel" JAPAN)



1. ก่อนที่จะไปนะควรที่จะหารองเท้าดีๆซักคู่ซึ่งต้องเเน่ใจว่ามันดีจริงๆ เดินได้เป็นชั่วโมงๆได้สบายๆนะ เพราะถ้าไปเที่ยวที่นั่นเองคนส่วนใหญ่จะนั่งรถไฟฟ้ากันเยอะเเล้วก็เดินไม่นิยมที่จะนั่งเเท็กซี่ เพราะมันเเพงมากเเค่ขึ้นไปก็ประมาณ 690 เยนเเล้ว
**ปล.ไม่ควรใส่รองเท้าเเตะไปนะจ๊ะที่นั่นเเทบจะไม่เห็นใครเค้าใส่กันเลย

2. ก่อนจะไปเที่ยวควรจะทำเเผนการเดินทางทุกครั้งว่าจะไปที่ไหนบ้าง เช่น ถ้าไป 5 วันก็ควรวางเเผนเเต่ละวันเลยว่าวันเเรกจะเที่ยวที่ไหนบ้าง เเละลองคำนวณค่าใช้จ่ายในการเดินทางดู ก็จะช่วยประหยัดไปได้มาก

3. การขึ้นบันไดเลื่อนที่นั่น (เช่น ในรถไฟฟ้า )ส่วนใหญ่ไม่เหมือนบ้านเราเวลาขึ้นบันไดเลื่อนเเล้วคิดว่าจะยืนเฉยๆ ควรจะยืนชิดซ้าย เพราะฝั่งขวาเค้าจะให้คนที่เร่งรีบเดินผ่านได้(ชีวิตที่นั่นดูจะเร่งรีบมากๆๆ)

สถานที่สวยที่สุดในญี่ปุ่น ไปเที่ยวญี่ปุ่นคราวนี้อย่าได้พลาด


 Zao Ski Resort : ยามากาตะ
Zao Onsen เป็นรีสอร์ทที่รู้จักกันทั่วไปในรีสอร์ทที่คนญี่ปุ่นจะไปเล่นสกี และที่นี่ไม่ได้มีดีเฉพาะช่วงหน้าหนาว หิมะตก ยังมีช่วงที่สวยงามด้วยภูเขา และต้นไม้อีกด้วย
ที่อยู่ Yamagata, Japan โทร.+81 23 694 9328



Kintetsu Beppu Ropeway : โออิตะ
ที่นี่เป็นอีกสถานที่ที่เราจะได้ชมวิวสวยๆ โดยไม่ต้องปีนเขาไปให้เหนื่อย เพราะมีกระเช้าซึ่งรับน้ำหนักผู้โดยสารได้ถึง 101 คนขึ้นไปบนยอดเขา Tsurumi ที่สูงที่สุด 1,375 เมตรภายใน 10 นาทีค่ะ ซึ่งจากบนนั้นเราจะได้เห็นวิวโดยรอบของ Beppu ภูเขา Yufu และ Kuju อีกด้วย สำหรับช่วงเวลาที่เหมาะที่สุดในการมาเที่ยวก็คือ ช่วงที่ต้นเชอร์รี่บานทั่วไปทั้งเขาค่ะ

ที่อยู่ Oaza Minami Samuhara 10-7, Beppu, Oita, Japan โทร.+81 977 22 2278

สถานที่สวยที่สุดในญี่ปุ่น ไปเที่ยวญี่ปุ่นคราวนี้อย่าได้พลาด



 Happo Pond : นางาโน่
Happo Pond ตั้งอยู่ในบริเวณอุทยานแห่งชาติของนากาโน่ รู้จักกันในชื่อของสถานที่เหมาะกับการเล่นสกีในฤดูหนาว แอ่งน้ำนี้อยู่ในภูเขาที่มีความสูงถึง 2,060 เมตรจากระดับน้ำทะเลเลยทีเดียว แน่นอนว่าวิวตรงนี้สวยงามจับใจค่ะ
ที่อยู่ Hakuba Happo-one Sky Resort, Hakuba, Nagano, Japan
โทร.+81 261 72 3066

4 ตลาดปลาที่มีชื่อเสียงของญี่ปุ่น Japan Fish Market


ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีภูมิประเทศเป็นเกาะ อาหารญี่ปุ่นจึงมักจะมีวัตถุดิบหลักที่มาจากทะเล เช่น ซูชิ หรือพวกข้าวปั้น ตลาดปลาหรือตลาดที่เน้นขายเฉพาะผลิตภัณท์จากทะเลจึงมีอยู่มากมายกระจายกันไปตามเมืองต่างๆทั่วประเทศ และแต่ละแห่งก็มักจะมีความเฉพาะตัวด้วย เราจึงรวบรวมเอาตลาดที่เราคิดว่าเจ๋งมาแนะนำให้รู้จักกัน 4 แห่งด้วยกัน เผื่อใครมีโอกาสได้ไปที่ไหน จะได้แวะไปดู ไปชม ไปชิม กันได้

พิพิธภัณฑ์ศิลปะอาดาชิ Adachi Art Museum

เที่ยวญี่ปุ่น ทัวร์ญี่ปุ่น สถานที่เที่ยวประเทศญี่ปุ่น แหล่งท่องเที่ยวในญี่ปุ่น japan travel
พิพิธภัณฑ์ศิลปะอาดาชิ Adachi Art Museum
พิพิธภัณฑ์ศิลปะอาดาชิ Adachi Art Museum
พิพิธภัณฑ์ศิลปะอาดาชิ(Adachi Art Museum) ก่อตั้งโดย อาดาชิ เซนโคะ(Adachi Zenko) ในปี 1980 เนื่องจากเขามีความสนใจในศิลปะของญี่ปุ่น และการออกแบบสวน และหวังว่าการชมสวนและงานศิลปะเหล่านี้จะเป็นที่สนใจของประชาชนทั่วไป

พิพิธภัณฑ์ศิลปะแห่งนี้เป็นที่รู้จักกันดีจากการได้รับรางวัลสวนสวย และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นสวนที่ดีที่สุดประจำทุกปี ตั้งแต่ปี 2003 เป็นต้นมา โดยวารสานสวนญี่ปุ่น(Journal of Japanese Gardening) ผู้เข้าชมสามารถเพลิดเพลินไปกับความสวยงามของสวนแห่งนี้ได้ตลอดทั้งปี ซึ่งมีความสวยงามแตกต่างกันออกไปในแต่ละฤดูกาล (สามารถชมสวนได้จากอาคารพิพิธภัณฑ์เท่านั้น)

นอกจากสวนสวยๆแล้ว พิพิธภัณฑ์อาดาชิยังสะสมภาพวาดอันทรงคุณค่าตั้งแต่ศตวรรษที่ 20 รวมแล้วกว่า 1300 งานศิลปะ ที่จัดแสดงหมุนเวียนกันไปตามฤดูกาล และมีส่วนที่เป็นนิทรรศการถาวร ซึ่งเป็นภาพวาดของ โยโกะยาม่า ไทคัน(Yokoyama Taikan) และงานเซรามิกต่างๆ

การเข้าชม
ค่าเข้าชม: 2,300 เยน (มีส่วนลด 50% สำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ)
เวลาเปิด-ปิด: 9:00-17:00 (เดือนตุลาคม-มีนาคม ปิดเวลา17:00)
วันปิดทำการ: เปิดทุกวัน

วิธีการเดินทาง
พิพิธภัณฑ์ศิลปะอาดาชิตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองมัตสึเอะ เพียง 1 ชั่วโมง โดยสารรถไฟจากสถานีมัตสึเอะ(Matsue Station) ลงที่สถานียาซุกิ(Yasugi Station) ใช้เวลา 20 นาที ค่าใช้จ่าาย 410 เยน (เป็นรถไฟท้องถิ่น Japan Pail Pass) และจากสถานีจะมีรถบัสบริการฟรีไปถึงพิพิธภัณฑ์ บัสออกทุกๆ 1 ชั่วโมง ใช้เวลา 20 นาที 
หากโดยสารรถไฟ Limited express trains จากโอคะยาม่า(Okayama) สามารถลงที่สถานียาซุกิ(Yasugi Station) ได้

ศาลเจ้าอิซุโมะ ไทชะ Izumo Taisha

เที่ยวญี่ปุ่น ทัวร์ญี่ปุ่น สถานที่เที่ยวประเทศญี่ปุ่น แหล่งท่องเที่ยวในญี่ปุ่น japan travel
ศาลเจ้าอิซุโมะ ไทชะ Izumo Taisha
ศาลเจ้าอิซุโมะ ไทชะ Izumo Taisha
ศาลเจ้าอิซุโมะ ไทชะ(Izumo Taisha) เป็นศาลเจ้าที่เก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่น ผู้คนนิยมมาขอพรเกี่ยวกับความรัก และความสัมพันธ์อันดีในครอบครัว สถาปัตยกรรมของอาคารต่างๆก็เป็นแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม

ศาลเจ้าอิซุโมะ ไทชะ(Izumo Taisha) ตั้งอยู่ในเมืองอิซุโมะ(Izumo) ในจังหวัดชิมะเนะ(Shimane) โดยนั่งรถไฟไปทางทิศตะวันตกของมัตสึเอะ(Matsue) เพียง 1 ชั่วโมง ถือเป็นศาลเจ้าที่เก่าแก่ และมีความสำคัญที่สุดในประเทศญี่ปุ่น ไม่มีการบันทึกอย่างแน่ชัดว่าสร้างขึ้นเมื่อใด แต่ถือว่าเป็นศาลเจ้าที่มีอยู่ในช่วงต้น 700 ปีก่อนคริสต์ศักราช โดยมีบทความพูดถึงศาลเจ้าแห่งนี้ในพงศาวดารและตำนานเรื่องเล่าของชาวญี่ปุ่นด้วย

อิซุโมะ ปกครองโดยตระกูลที่มีอิทธิพลในช่วงก่อนประวัติศาสตร์ และเป็นภูมิภาคที่มีบทบาทสำคัญในประเทศญี่ปุ่น เทพเจ้าที่ประดิษฐานอยู่ ณ ศาลเจ้าอิซุโมะ ไทชะ คือ โอคุนินุซึโนะ โอคะมิ(Okuninushino Okami) ตามตำนานที่กล่าวขานกันมานาน โอคุนินุซึ คือผู้สร้างพื้นที่ประเทศญี่ปุ่น และปกครองโดยอิซุโมะ นอกจากนี้ถือเป็นเทพเจ้าของความสัมพันธ์ และการสมรสอันดี นักท่องเที่ยวที่มาเข้าชมจึงนิยมขอพร โดยการปรบมือ 4 ครั้ง แทนการปรบมือธรรมดา2 ครั้ง ความหมายคือ 2 ครั้งสำหรับตนเอง และอีก 2 ครั้งสำหรับคนรักของตน หรือคนที่ตนกำลังแอบรัก

ในทุกๆปี วันที่ 10-17 ของเดือน 10 ตามปฎิทินจันทรคติ(มักจะตรงกับเดือนพฤศจิกายน) เทพเจ้าชินโตทั้ง 8 ล้านองค์ทั่วแผ่นดินจะมารวมตัวกันที่ศาลเจ้าอิซุโมะ ไทชะ ญี่ปุ่นจึงถือว่าเดือน10 ตามปฎิทินจันทรคติ เป็นเดือนแห่งเทพ (Kamiarizuki “month with deities”) และเดือนที่เหลือ เป็นเดือนที่ปราศจากเทพ (Kannazuki “month without deities”) ตามประเพณีคามิอะริ(Kamiari) จะจัดเทศกาลขึ้นที่ศาลเจ้าในช่วงเดือนแห่งเทพ

พิธีการที่เข้าสู่ศาลเจ้า จะเริ่มต้นขึ้นโดยเดินจากประตูยักษ์โทริ(Giant Torii) ไปตามถนนช้อปปิ้งที่เรียงรายไปด้วยร้านค้าและร้านอาหาร สุดปลายทางถนนจะพบประตูไม้โทริ ซึ่งเป็นทางเข้าบริเวณศาลเจ้า แล้วเดินต่อไปทางทิศเหนือ แล้วลงเนินต่อไปอีก 12 เมตร จนถึงมัตสุ โน ซันโด(Matsu no Sando) ที่แบ่งออกเป็น 3 เลน ด้วยต้นสนเรียงกัน 2 แถว โดยผู้เข้าชมจะต้องเดินเว้นเลนกลางไว้ ถือว่าเป็นเส้นทางสำหรับเทพเจ้าเท่านั้น เมื่อเดินผ่านต้นสนแล้วก็จะพบกับประตูโทริสีบรอนซ์ แล้วเดินเข้าสู่เขตพื้นที่ศาลเจ้า ผู้เข้าชมจะได้พบโครงสร้างไม้ผูกด้วยเชือกศักดิ์สิทธิ์(Shimenawa) บ่งบอกถึงการปรากฏตัวของเทพเจ้า และพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะในแถบอิซุโมะ

หลังห้องโถงบูชา คือห้องโถงหลัก(Honden)  ที่มีความสูง 24 เมตร นับเป็นอาคารที่สูงที่สุดในญี่ปุ่น โครงสร้างปัจจุบันสร้างขึ้นเมื่อปี 1744 ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมแบบญี่ปุ่นดั้งเดิมเรียกว่า ไทชะ ซุกูริ(Taisha-zukuri) ซึ่งมาจากพุทธศาสนาที่เข้ามาสู่ประเทศญี่ปุ่น โดยผ่านสถาปัตยกรรม

ห้องโถงใหญ่ และศาลเจ้าเล็กๆ ถูกล้อมรอบด้วยรั้ว 2 ชั้น ซึ่งเป็นเขตรักษาพันธุ์ไม้ ที่ไม่เปิดให้ประชาชนเข้าชม แต่อย่างไรก็ตามยังสามารถเดินชมไปรอบๆรั้วด้านนอกได้ อีกทั้งยังมีโครงสร้างอาคารที่ทำด้วยไม้ยาวขนาบสองข้างของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เรียกว่า จูกุชะ(Jukusha) เป็นที่พักของเหล่าเทพเจ้าทั้ง 8 ล้านองค์ที่มารวมตัวกันในทุกๆปี

จนกระทั่งปี 1744 อิซุโมะ ไทชะ ได้รับการบูรณะใหม่เหมือนกับศาลเจ้าไอเซะ(Ise Shrines) ตั้งแต่นั้นมา พิธีการตามประเพณีเต็มรูปแบบจะจัดขึ้นเพียงทุกๆ 60 ปีเท่านั้น การบูรณะครั้งล่าสุดที่ผ่านมาคือ ปี 2008 และเสร็จสมบูรณ์ในฤดูใบไม้ผลิของปี 2013 และการปรับปรุงอาคารจูกุชะจะยังคงอยู่ในช่วงซ่อมแซมจนถึงเดือนมีนาคม 2016 แต่ก็ยังเข้าไปเยี่ยมชมศาลเจ้าได้

มุมทิศตะวันออกเฉียงใต้ของบริเวณศาลเจ้า เป็นที่ตั้งของห้องโถงสมบัติ(Treasure Hall) ที่ซึ่งจัดแสดงภาพวาด เอกสาร และภาชนะที่ตกแต่งอย่างหรูหรา แต่ไม่มีข้อมูลคำอธิบายภาษาอังกฤษให้แก่ชาวต่างชาติ ส่วนทางทิศตะวันออก จะเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์โบราณของอิซุโมะชิมาเนะ(Shimane Museum of Ancient Izumo) ซึ่งให้ความรู้เกี่ยวกับศาลเจ้าและเมืองอิซุโมะ

ห้องโถงสมบัติ(Treasure Hall)
การเข้าชม
ค่าใช้จ่าย:300 เยน
เวลาเปิด-ปิด:8:30-16:30
วันปิดทำการ: เปิดทุกวัน

ปราสาทมัตสึเอะ Matsue Castle

เที่ยวญี่ปุ่น ทัวร์ญี่ปุ่น สถานที่เที่ยวประเทศญี่ปุ่น แหล่งท่องเที่ยวในญี่ปุ่น japan travel
ปราสาทมัตสึเอะ Matsue Castle
ปราสาทมัตสึเอะ Matsue Castle
ปราสาทมัตสึเอะ (Matsue Castle) เป็นหนึ่งใน12ปราสาทหลังดั้งเดิมของญี่ปุ่น ติดอันดับ 100 สุดยอดปราสาท โดยที่หอคอยปราสาทรอดพ้นมาจากสงคราม อัคคีภัย แผ่นดินไหว และเหตุการณ์ต่างๆในช่วงยุคศักดินา(ตั้งแต่ ปี 1868) ปราสาทมัตสึเอะมีทั้งหมด 6 ชั้น เสร็จสมบูรณ์ในปี 1611 สร้างโดยขุนนางในท้องถิ่น โฮริโอะ โยชิฮารุ(Horio Yoshiharu) เมื่อปี 1638 ที่ดินศักดินาและปราสาทได้ถูกกำหนดให้เป็นของตระกูลมัตสึไดระ(Matsudaira clan) ญาติของโทคุกาวะ(Tokugawa) หอคอยปราสาทได้ถูกปรับปรุงใหม่ในปี 1950 มีการรวบรวมเงินทุนที่จะสร้างประตูโอเตะม่อน(Otemon Gate) ซึ่งจะทำให้ผังเมืองของปราสาทสวยงามขึ้น นอกคูเมืองปราสาททางทิศเหนือเป็นที่ตั้งของ บ้านพักของแล็ฟคาดิโอ เฮิร์น(Lafcadio Hearn’s Residence) และหมู่บ้านซามูไร(Matsue Former Samurai District) ที่สามารถเข้าชมได้

การเข้าชม
ค่าเข้าชม: 560 เยน (สำหรับชมปราสาท มีส่วนลดสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ 50%) 
1,160 เยน (รวมค่าเข้าชม บ้านซามูไร บ้านพักHearn และพิพิธภัณฑ์Hearn) 
920 เยน (รวมค่าเข้าชมอีก 2 แห่ง เลือกได้ตามรายการข้างต้น)
เวลาเปิด-ปิด: 8:30-18:30 (เดือนตุลาคม - มีนาคม ปิดเวลา 17:00) เข้าชมก่อนเวลาปิด 30 นาที
วันปิดทำการ: เปิดทุกวัน

วิธีการเดินทาง
สามารถเดินเท้าจากสถานีรถไฟ JR Matsue Station ใช้เวลา 30 นาที 
หรือเดินเท้าจาก Ichibata Dentetsu's Matsue-Shinjiko-Onsen Station 
ตัวปราสาทจะต่อเชื่อมทั้งสองสถานีด้วยรถบัส Lake Line

วัดฟุกุเซ็นจิ Fukuzenji Temple

เที่ยวญี่ปุ่น ทัวร์ญี่ปุ่น สถานที่เที่ยวประเทศญี่ปุ่น แหล่งท่องเที่ยวในญี่ปุ่น japan travel
วัดฟุกุเซ็นจิ Fukuzenji Temple
วัดฟุกุเซ็นจิ Fukuzenji Temple
วัดฟุกุเซ็นจิ(Fukuzenji Temple) มีอายุเกือบ 1,000 ปี โดยได้รับการบูรณะและสร้างใหม่เมื่อประมาณ 300 ปีก่อนไฮไลท์ของวัดคือ ห้องต้อนรับ Taichoro ที่ตั้งอยู่ถัดจากห้องโถงใหญ่ Kaiganzan Senju-in ซึ่งมีหน้าต่างบานใหญ่สามบานที่เปิดกว้างให้เห็นวิวทะเลในเซโตะและเกาะขนาดเล็กที่ตั้งอยู่กลางทะเล มีประตูโทริอิสีขาว และเจดีย์หลังคาสีฟ้าอมเขียวตั้งอยู่บนเกาะ เป็นภาพวิวทิวทัศน์ที่งดงามมาก ในอดีตเคยเป็นห้องรับรองแขกในยุค Genroku ประมาณปี 1690 (อักษรบนแผ่นไม้ที่แขวนไว้ที่หน้าต่าง แปลได้ว่า “วิวที่สวยที่สุดในเอเชีย” ซึ่งเป็นคำชมเชยจากทูตประเทศเกาหลี)

การเข้าชม
ค่าเข้าชม: 200 เยน
เวลาเปิด-ปิด: 8:00-17:00
วันปิดทำการ: เปิดทุกวัน

วิธีการเดินทาง
จากสถานี JR Fukuyama station โดยสารรถบัส Tomotetsu bus ลงที่สถานี Tomonoura เดินอีก 5 นาที

พิพิธภัณฑ์มิยาจิม่า Miyajima History and Folklore Museum

เที่ยวญี่ปุ่น ทัวร์ญี่ปุ่น สถานที่เที่ยวประเทศญี่ปุ่น แหล่งท่องเที่ยวในญี่ปุ่น japan travel
พิพิธภัณฑ์มิยาจิม่า Miyajima History and Folklore Museum
พิพิธภัณฑ์มิยาจิม่า Miyajima History and Folklore Museum
พิพิธภัณฑ์มิยาจิม่า(Miyajima History and Folklore Museum) จัดแสดงข้าวของเครื่องใช้พื้นบ้านของชาวเมืองบนเกาะแห่งนี้ รวมถึงเอกสารโบราณ บทกวีต่างๆและภาพวาดของเมืองมิยาจิม่า ซึ่งมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์เป็นอย่างมาก ทั้งนี้ยังมีทรัพย์สินอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับศาลเจ้าอิสึกุชิมะ(Itsukushima Shrine) อีกด้วย
ภายนอกอาคารอาจจะดูเล็ก แต่เมื่อเข้าไปข้างในแล้วมีพื้นที่กว้างพอสมควร และเพลิดเพลินไปกับเรื่องราวประวัติความเป็นมาของเมืองมิยาจิม่า

อาคารแห่งนี้เคยเป็นที่พักอาศัยของ ครอบครัว Egami พ่อค้าขายซอสถั่วเหลืองตั้งแต่สมัยเอโดะ(1603-1867)จนถึงยุคเมจิ(1868-1912) ซึ่งเป็นผู้ประกอบการที่ค้าขายเจริญรุ่งเรืองมากที่สุดในมิยาจิม่า ต่อมาทางการได้นำมาเปิดพิพิธภัณฑ์ในปัจจุบัน โดยยังคงสภาพโครงสร้างเมื่อ 170 ปีก่อนไว้อย่างสมบูรณ์

ห้องจัดแสดงแบ่งออกเป็น 6 ห้อง ได้แก่

1.ห้องจัดแสดง A
เป็นห้องที่ปูพื้นด้วยหิน มีสิ่งประดิษฐ์ที่ตั้งโชว์ไว้กว่า 200 ชิ้น เช่น กระถางดินเผา เหยือก หม้อ ตะกร้าไม้ ตะกร้าไม้ไผ่ และเลื่อย ชิ้นที่น่าสนใจที่สุดในห้องนี้คือ หม้อขนาดใหญ่ที่นำมาใช้ในพิธีศักดิ์สิทธ์ภูเขามิเซน โดยเกี่ยวข้องกับพระสงฆ์ผู้ยิ่งใหญ่ในพุทธศาสนา Kobo Daishi

2.ห้องจัดแสดง B
ห้องนี้จัดแสดงภาพถ่าย และบทความแนะนำเมืองมิยาจิม่า และเทศกาลกิจกรรมต่างๆในแต่ละปี เช่น เทศกาลดอกพีชบาน(Peach Blossom Festival) เทศกาล Kangen-sai เทศกาล Tamatori-sai และเทศกาล Patron Deity Festival

3.ห้องจัดแสดง C
จัดแสดงสิ่งประดิษฐ์จากไม้จำพวก ถาดไม้ ชาม ฯลฯ กว่า 100 ชิ้น ผลงานบางชิ้นมีการออกแบบที่สวยงามจากสมมัยเอโดะตอนปลาย โดยเฉพาะทัพพีตักข้าว ซึ่งออกแบบโดยนักบวช Seishin ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านการออกแบบสิ่งประดิษฐ์จากไม้

4.ห้องจัดแสดง D (ชั้นล่าง)
มีสิ่งของกว่า 800 ชิ้น ที่เกี่ยวกับการดำรงชีวิตประจำวัน เช่น อาหาร เสื้อผ้า การค้า และความเชื่อทางศาสนา

5.ห้องจัดแสดง D (ชั้นบน)
เป็นจำพวกภาพวาด เครื่องปั้นดินเผา วรรณกรรมประวัติศาสตร์ และอื่นๆอีกมากมาย

6.Typical Home
เป็นบ้านโบราณของมิยาจิม่า ซึ่งห้องจะยาวและแคบติดกัน 3 ห้อง  ห้องแรกจะติดกับถนน ห้องกลางจะไม่มีเพดาน ห้องในสุดเป็นห้องรับแขก เรียกว่า Zashiki ซึ่งจะมีทางเดินยื่นออกมาผ่านสวนหย่อม แล้วเชื่อมต่อกับประตูหลังบ้าน

การเข้าชม
ค่าเข้าชม: ผู้ใหญ่ 300 เยน 
เด็กมัธยมปลาย 170 เยน 
เด็กมัธยมต้นและประถม 150 เยน
เวลาเปิด-ปิด: 8:30-17:00 (เข้าชมได้ถึง 16:30)
วันปิดทำการ: ทุกวันจันทร์ (หากวันจันทร์เป็นวันหยุดราชการจะปิดวันอังคาร) 
วันที่ 26-31 ธันวาคม

วิธีการเดินทาง
เดินจากท่าเรือเฟอร์รี่มิยาจิม่า ไปทางศาลเจ้าอิสึกุชิมะ(Itsukushima Shrine) ประมาณ 20 นาที

ไคเคียว ยูเมะทาวเวอร์ Kaikyo Yume Tower

เที่ยวญี่ปุ่น ทัวร์ญี่ปุ่น สถานที่เที่ยวประเทศญี่ปุ่น แหล่งท่องเที่ยวในญี่ปุ่น
ไคเคียว ยูเมะทาวเวอร์ Kaikyo Yume Tower
ไคเคียว ยูเมะทาวเวอร์ Kaikyo Yume Tower
ไคเคียว ยูเมะทาวเวอร์(Kaikyo Yume Tower) เปิดบริการขึ้นเมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 1996 มีความสูงถึง 153 เมตร ถือว่าเป็นสถาปัตยกรรมที่สูงที่สุดในภาคตะวันตกของญี่ปุ่น ในแต่ละคืนแสงไฟที่ประดับประดารอบนอกทาวเวอร์ก็จะเปลี่ยนไปไม่ซ้ำกัน เป็นตึกที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาชมเมืองได้ทั้งกลางวันและกลางคืน

ทาวเวอร์แบ่งเป็น 3 ระดับ คือ ระดับที่ 1 ที่ชั้น 28 (ความสูง 135.5 ม.) ระดับที่ 2 ที่ชั้น 29(ความสูง 139.25 ม.) และระดับที่ 3 ที่ชั้น 30(ความสูง 143 ม.) โดยใช้เวลาเพียง 70 วินาทีในการขึ้นลิฟท์ถึงความสูงที่ 143 เมตร

จากโถงชมวิวสามารถมองเห็นทิวทัศน์แบบพาโนราม่า 360 องศา ช่องแคบคานม่อน(Kanmon Strait) เกาะคิวชู(Kyushu) เกาะกันริวจิมะ(Ganryujima Island) ทะเลเซโตะ(Seto inland sea) และทะเลญี่ปุ่น(Japan Sea) ช่วงเวลาที่พลาดไม่ได้เลยคือวินาทีที่พระอาทิตย์ลับขอบฟ้าตกลงสู่ทะเลญี่ปุ่น เป็นภาพที่งดงามไม่เหมือนจุดชมวิวที่อื่น พร้อมกันนี้นักท่องเที่ยวสามารถรับประทานอาหารไปพร้อมกัน ที่โซนวิวคาเฟ่ บนชั้น 29 ก็จะได้บรรยากาศโรแมนติก และประทับใจไปอีกแบบหนึ่ง

หมายเหตุ: ทุกวันศุกร์ มีโปรโมชั่นคู่รัก 1,000 เยน และกินเค้กฟรีด้วยนะ

การเข้าชม
ค่าเข้าชม: ผู้ใหญ่ 600 เยน 
นักเรียนประถม-มัธยม และผู้สูงอายุ(ตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป) 300 เยน
เวลาเปิด-ปิด: 9:30-21:30 
เข้าฟรีหลังเวลา 21:00
วันปิดทำการ: วันเสาร์ในสัปดาห์ที่ 4 ของเดือนมกราคม

วิธีการเดินทาง
จากสถานีรถไฟ JR Shimonoseki Station เดินไป 7 นาที

พิพิธภัฑณ์สัตว์น้ำชิโมโนเซกิ Shimonoseki Aquarium

เที่ยวญี่ปุ่น ทัวร์ญี่ปุ่น สถานที่เที่ยวประเทศญี่ปุ่น แหล่งท่องเที่ยวในญี่ปุ่น
พิพิธภัฑณ์สัตว์น้ำชิโมโนเซกิ Shimonoseki Aquarium
พิพิธภัฑณ์สัตว์น้ำชิโมโนเซกิ Shimonoseki Aquarium
พิพิธภัฑณ์สัตว์น้ำชิโมโนเซกิ(Shimonoseki Aquarium) ตั้งอยู่ติดกับช่องแคบคันม่อน(Kanmon Strait) มีทั้งหมด 4 ชั้น มีการรวบรวมปลาปักเป้ากว่า 100 ชนิดจากทั่วโลก ซึ่งแตกต่างจากพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำที่อื่นๆ เนื่องจากเมืองชิโมโนเซกินั้นเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาปักเป้า นอกจากนี้ยังมีโซนสัตว์น้ำอื่นๆที่หลากหลาย จุดที่น่าสนใจมากอีกจุดหนึ่งคือ ตู้กระแสน้ำจากช่องแคบคันม่อน ซึ่งเป็นตู้แรกในโลกที่มีกระแสน้ำไหลเวียนอยู่ตลอดเวลา ในส่วนของอุโมงค์ใต้น้ำ ก็จะได้เห็นเพนกวินที่น่ารักว่ายน้ำอยู่ได้อย่างชัดเจน
ชั้นสองจะพบกับโลมาแสนรู้ ที่โชว์พ่นฟองอากาศเป็นวงๆ ทักทายนักท่องเที่ยว ทั้งนี้มีการจัดแสดงโชว์ความน่ารักของโลมา และแมวน้ำอีกด้วย

กความพิเศษของนิทรรศการ คือ โครงกระดูกปลาวาฬสีน้ำเงิน ซึ่งยืมมาจากพิพิธภัณฑ์มหาวิทยาบัยโรเซนบอร์ ประเทศนอร์เวย์(Tromsoe University Museum) และนกเพนกวินฮัมโบลดต์(Humboldt penguin) ที่ได้รับการคุ้มครองพิเศษโดยซันติอาโกเมโทรพาร์ค ในประเทศชิลี ให้มาอยู่ในพื้นที่คุ้มครองพิเศษในพิพิธภัณฑ์ ซึ่งเป็นแหล่งเพาะพันธุ์นอกจากถิ่นที่อยู่อาศัยปกติของเพนกวินชนิดนี้

การเข้าชม
ค่าเข้าชม: ผู้ใหญ่ 2,000 เยน 
เด็ก 900 เยน 
เด็กเล็ก 400 เยน
เวลาเปิด-ปิด: 9:30-17:30 (เข้าชมก่อนเวลา 17:00)
วันปิดทำการ: เปิดทุกวัน

วิธีการเดินทาง
จากสถานีรถไฟ JR Shimonoseki Station โดยสารรถบัส Sanden Kotsu Bus ที่จะไปยัง Karato, Chofu หรือ Yamanota ลงที่สถานี Kaikyokan-mae แล้วเดินต่ออีกเล็กน้อย

ซุ้มขายอาหารสไตล์ยาไต Yatai ที่ Fukuoka

เที่ยวญี่ปุ่น ทัวร์ญี่ปุ่น สถานที่เที่ยวประเทศญี่ปุ่น แหล่งท่องเที่ยวในญี่ปุ่น
ซุ้มขายอาหารสไตล์ยาไต Yatai ที่ Fukuoka
ซุ้มขายอาหารสไตล์ยาไต Yatai ที่ Fukuoka
ซุ้มขายอาหารแบบเปิดโล่งสไตล์ยาไต(Yatai)อาจจะเป็นสิ่งที่นึกถึงกันมากที่สุดเมื่อเอ่ยถึงฟูกุโอกะ(Fukuoka) โดยทั่วๆไปร้านแบบยาไตมักจะมีที่นั่งได้แค่ 6-7 ที่นั่งเท่านั้น ซึ่งมักจะขายอาหารที่สามารถกินได้เร็วๆแต่อยู่ท้อง ทั่วทั้งเมืองฟูกุโอกะจะมีอยู่ประมาณ 150 ร้าน แต่จุดที่เด่นที่สุดจะเป็นแถวตอนใต้ของเกาะนาคาสุ(Nakasu Island) ที่อยู่กลางเมืองฟูกุโอกะ เพราะจะมีร้านอาหารแบบยาไตรวมกันอยู่ประมาณ 20 ร้านตลอดทางเดินริมน้ำที่ได้บรรกาศดี

อาหารหลักๆที่มักจะขายกันก็เช่นไก่ย่าง(Yakitori) หม้อไฟ(Oden) และอาหารขึ้นชื่อของฟูกุโอกะอย่างฮากาตะราเมง(Hakata Ramen) ซึ่งเป็นอาหารท้องถิ่น ทำจากเส้นราเมงที่บางกว่าทั่วๆไปในน้ำซุปกระดูกหมู(Tonkutsu) และยังรวมไปถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอทั้งหลาย จึงทำให้ย่านนี้เป็นแหล่งพบปะสังสรรค์ของคนท้องถิ่นด้วย

เวลาทำการของร้านแบบยาไตนั้นไม่แน่นอนส่วนใหญ่จะหยุด 1 วันต่อสัปดาห์ซึ่งมักจะเป็นวันอาทิตย์ มักจะเปิดให้บริการกันตั้งแต่ 6 โมงเย็นจนดึกถึงตี 2 แต่ถ้าสภาพอากาศแย่มากๆก็อาจจะปิดก่อน ถ้าร้านไหนดังก็อาจจะต้องต่อคิวกันยาวโดยเฉพาะอย่างยิ่งคืนวันศุกร์และวันเสาร์

การเข้าชม
ค่าเข้าชม: ราเมงมักจะเริ่มต้นที่ประมาณ 500 เยน
เวลาเปิด-ปิด: จะขึ้นอยู่กับแต่ละร้านค้าส่วนใหญ่จะเปิดช่วงเย็นถึงดึก
วันปิดทำการ: แล้วแต่ร้านค้า ส่วนใหญ่จะหยุดวันอาทิตย์

วิธีการเดินทาง
จากสถานีรถไฟใต้ดินนาราสุ คาวาบะตะ(Narasu-kawabata) แล้วเดินข้ามแม่น้ำไปฝั่งเกาะลอยนาราสุก็จะเริ่มเห็นแผงขายยาไตทันที

ซากปราสาทฟูกุโอกะและสวนมาอิซูรุ Fukuoka Castle Ruin and Maizuru Park

เที่ยวญี่ปุ่น ทัวร์ญี่ปุ่น สถานที่เที่ยวประเทศญี่ปุ่น แหล่งท่องเที่ยวในญี่ปุ่น
ซากปราสาทฟูกุโอกะและสวนมาอิซูรุ Fukuoka Castle Ruin and Maizuru Park
ซากปราสาทฟูกุโอกะและสวนมาอิซูรุ Fukuoka Castle Ruin and Maizuru Park
ซากปรักหักพังที่หลงเหลืออยู่ของปราสาทฟูกุโอกะ (福岡城, Fukuokajō) ตั้งอยู่ตรงใจกลางเมืองภายในสวนมาอิซูรู (ชื่อมาอิซูรูเป็นชื่อจริงๆของตัวปราสาทนั่นเอง) ในยุคสมัยเอโดะ (Edo) ประมาณช่วงศัตวรรษที่ 17 โดย คุโรดะ นากามาซะ (Kuroda Nagamasa) เจ้าเมืองในขณะนั้นโดยปราสาทฟูกุโอกะถือเป็นปราสาทที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคคิวชู แต่ถูกทำลายลงเนื่องจากการเปลี่ยนผ่านไปเป็นยุคเมจิ(Meiji)ความคิดของผู้คนเปลี่ยนไป และตัวปราสาทถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของอดีตที่คนไม่ต้องการ ทำให้ปัจจุบันเหลือเพียงซากของกำแพงและฐานของหอคอยเล็กๆ อยู่ภายในสวนสาธารณะที่มีที่สำหรับเดินเล่นรวมถึงลานชมวิว ที่สามารถมองเห็นเมืองฟูกุโอกะได้ด้วย

สวนมาอิซูรุเมื่อถึงช่วงฤดูใบไม้ผลิ(ประมาณช่วงเดือนเมษายน)จะเต็มไปด้วยดอกซากุระทั่วทั้งสวน ทำให้ที่นี่กลายเป็นจุดชมซากุระที่ดีที่สุดจุดหนึ่งของเมืองฟูกุโอกะ จึงดึงดูดคนมากมายให้เข้าเยี่ยมชมเดินเล่น หรือปิกนิกกันบนสนามหญ้าใต้ต้นซากุระ โดยจะนิยมทานข้าวกล่องที่เรียกว่า ฮานามิ (Hanami)

สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งก็คือซากของตัวปราสาทบางส่วนที่ได้ถูกบูรณะหรือสร้างขึ้นใหม่ โดยเฉพาะหอคอยและประตูที่กระจายกันอยู่ทั่วพื้นที่ ทางน้ำที่เชื่อมต่อส่วนต่างๆ ของสวนโดยเฉพาะทางเหนือที่ต่อกับทะเลสาปของสวนโอโฮริ (Ohori Park)ที่อยู่ติดกันและยังมีศาลเจ้าโกโกกุ(GoKoku)ที่อยู่แค่อีกฝั่งของถนนด้วย

การเข้าชม
ค่าเข้าชม: ฟรี
เวลาเปิด-ปิด: เปิดตลอดเวลาทุกวัน

วิธีการเดินทาง
เดินจากสถานีรถไฟใต้โคเอ็น (Koen Subway Station) เพียงแค่ 15 นาทีก็ถึงซากปราสาทฟูกุโอกะ หรือเดินทะลุจากสวนโอโฮริ (Ohori Park)

สวนโอโฮริ Ohori Park

เที่ยวญี่ปุ่น ทัวร์ญี่ปุ่น สถานที่เที่ยวประเทศญี่ปุ่น แหล่งท่องเที่ยวในญี่ปุ่น
สวนโอโฮริ Ohori Park
สวนโอโฮริ Ohori Park
สวนโอโฮริ (大濠公園, Ohori-koen) เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองฟูกุโอกะที่มีสระน้ำขนาดใหญ่อยู่ตรงกลาง โดยจะมีทางเดินรอบๆสระน้ำที่มีระยะทางรวมกันประมาณ 2 กิโลเมตร เป็นสถานที่ที่คนนิยมมาออกกำลังกาย เดินเล่น จูงสุนัข หรือนั่งเล่นรอบๆสระน้ำ

โอโฮริ(Ohori) จะแปลตรงตัวได้ว่า คูน้ำรอบเมืองหรือปราสาทซึ่งสระน้ำตรงกลางนั้นครั้งหนึ่งก็เป็นหนี่งในระบบคูน้ำของปราสาทฟูกุโอกะที่อยู่ข้างๆนั่นเอง ในส่วนของสวนนั้น สร้างขึ้นช่วงประมาณปี 1929 โดยอิงจากความคลาสสิคของสวนตะวันออกของประเทศจีน โดยจะมีเกาะกลางสระน้ำอยู่ 3 เกาะซึ่งเชื่อมต่อกันด้วยทางเดินหิน

ภายในสวนโอโฮริจะมีจุดสนใจอยู่หลายจุดเช่นศาลา 6 เหลี่ยมกลางสระน้ำ ทางตอนใต้ของโอโฮริจะมีสวนสไตล์ญี่ปุ่นที่จะแตกต่างกับการออกแบบของสวนนี้ เช่นจะมี น้ำตก พิ้นที่แห้ง ที่นั่งจิบชา เป็นต้น และพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่จะรวมเอารูปปั้นต่างๆมากมาย มีตั้งแต่สมัยศัตรวรรษที่ 11 จนถึงผลงานของศิลปินดังๆในปัจจุบัน โดยยังจะมีส่วนที่จัดเป็นนิทรรศการตามช่วงเวลาต่างๆด้วย และเพียงแค่ข้ามถนนฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ไปก็จะถึงศาลเจ้าโกโคคุ(GoKoku Shrine)ที่มีสถาปัตยกรรมสีทองคำที่ไม่เหมือนที่ไหน และข้างกันกับสวนโอโฮริยังมีซากปราสาทฟูกุโอกะและสวนมาอิซูรุ (Fukuoka Castle Ruin and Maizuru Park)ตั้งอยู่ด้วย

การเข้าชม
ค่าเข้าชม: ค่าเข้าสวนสาธารณะฟรี
ค่าเข้าสวนญี่ปุ่น 240 เยน
ค่าเข้าพิพิธภัณฑ์ 200 เยน
เวลาเปิด-ปิด: สวนญี่ปุ่น หยุดวันจันทร์และวันหยุดแห่งชาติ
พิพิธภัณฑ์ หยุดวันวันอาทิตย์และวันหยุดแห่งชาติ
วันปิดทำการ: สวนญี่ปุ่น 9:30 to 17:00
พิพิธภัณฑ์ 9:30 to 17:30

วิธีการเดินทาง
สวนโอโฮริ(Ohori Park) สามารถเดินได้จากสถานีรถใต้ดินโอโอริโคเอน Ohori Koen

วัดโคเมียวเซ็นจิ Komyozenji Temple

เที่ยวญี่ปุ่น ทัวร์ญี่ปุ่น สถานที่เที่ยวประเทศญี่ปุ่น แหล่งท่องเที่ยวในญี่ปุ่น
วัดโคเมียวเซ็นจิ Komyozenji Temple
วัดโคเมียวเซ็นจิ Komyozenji Temple
วัดโคเมียวเซ็นจิ (Komyozenji Temple) เป็นวัดเซนนิกายรินไซ(Rinzai)ของญี่ปุ่น อยู่ทางใต้ของศาลเจ้าเทนมานกุ(Tenmangu Shrine) ศาลเจ้าดังของเมืองดาไซฟุ(Dazaifu) ถูกสร้างขึ้นในยุคคามาคุระ(Kamakura)ประมาณปี ค.ศ. 1192-1333

วัดโคเมียวเซ็นจิมีจุดน่าสนใจเป็นสวนแบบญี่ปุ่นที่เป็นสวนหินแบบ abstract อยู่ 2 ส่วนคือส่วนหน้าและสวนทางด้านหลัง สวนด้านหน้ามีหินจำนวน 15 ชุดที่เรียงตัวเป็นตัวอักษรภาษาญี่ปุ่นที่แปลว่า แสงสว่าง ส่วนสวนด้านหลังสามารถมองเห็นได้จากในตัวอาคารเป็นสวนขนาดใหญ่ ประกอบไปด้วยหลายๆส่วน มีต้นเมเปิ้ลหลายต้น ทำให้เป็นส่วนที่น่าสนใจมากในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี

การเข้าชม
ค่าเข้าชม: 200 เยน
เวลาเปิด-ปิด: 8:00 to 17:00
วันปิดทำการ: เปิดทำการทุกวัน

วิธีการเดินทาง
จากสถานีรถไฟดาไซฟุ(Dazaifu Station) เดินออกทางด้านตะวันออกประมาณ 5 นาทีก็ถึงวัดโคเมียวเซ็นจิ (Komyozenji Temple) อยู่ทางใต้ของศาลเจ้าเทนมานกุ(Tenmangu Shrine)

ศาลเจ้าเทนมานกุที่ดาไซฟุ Dazaifu Tenmangu Shrine

เที่ยวญี่ปุ่น ทัวร์ญี่ปุ่น แหล่งท่องเที่ยวในญี่ปุ่น japan trip & travel
ศาลเจ้าเทนมานกุที่ดาไซฟุ Dazaifu Tenmangu Shrine
ศาลเจ้าเทนมานกุที่ดาไซฟุ Dazaifu Tenmangu Shrine
ศาลเจ้าเทนมานกุ(Tenmangu Shrine)แห่งเมืองดาไซฟุ(Dazaifu)เป็นหนึ่งใน 2 ศาลเจ้าเทนมานกุที่สำคัญที่สุดในบรรดาศาลเจ้าเทนมากุทั้งหมดกว่าพันแห่ง อีกแห่งคือศาลเจ้าคิตาโน่เทนมานกุ(Kitano Tenmangu) ที่อยู่ในเมืองเกียวโต

ศาลเจ้าเทนมานกุถูกสร้างขึ้นเพื่อศักการะนักปราชญ์ชื่อสุกาวะระ มิชิซาเนะ(Sugawara Michizane) และยังเป็นสัญญลักษณ์ของการศึกษาเล่าเรียนด้วย โดยเริ่มต้นสร้างกันช่วงปี ค.ศ. 900 ในยุคเฮอัน(Heian)

ศาลเจ้าเทนมานกุที่นี่ มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยวและมีขนาดค่อนข้างใหญ่ มีร้านค้าตลอดทางเดินมาศาลเจ้า ภายในประกอบไปด้วย ประตูโทริอิขนาดใหญ่ สระน้ำที่ออกแบบมาเป็นตัวอักษรภาษาญี่ปุ่น แปลว่า หัวใจ โดยจะมีสะพานข้าม 3 ช่วงที่แบ่งเป็น อดีต ปัจจุบัน และอนาคต และยังมีต้นบ๊วยชื่อว่าโทบิยูเมะ(Tobiume)ที่ตำนานเล่าว่า เกิดจากเมล็ดที่ปลิวมาจากเมืองเกียวโตเพื่อมิชิซาเนะ จึงทำให้ศาลเจ้าเทนมานกุตามที่ต่างๆมักจะมีต้นบ๊วยอยู่ด้วย แต่ที่นี่มีมากถึง 6000 ต้น และจะบานในช่วงปลายเดือนกุมพาพันธ์ถึงกลางเดือนมีนาคาม จึงกลายเป็นจุดชมดอกบ๊วยที่สวยงามมากไปด้วย

ในพื้นที่ของศาลเจ้ายังมี พิพิธภัณฑ์อีก 2-3 แห่งสำหรับเก็บวัตถุมีค่าของศาลเจ้า รวมถึงประวัติต่างๆสำหรับผู้ที่สนใจ


การเข้าชม
ค่าเข้าชม: ส่วนหลักของศาลเจ้า - ฟรี พิพิธภัณท์ - 200 และ 300 เยน
เวลาเปิด-ปิด: ส่วนหลักของศาลเจ้า - 6:00 - 19:00 พิพิธภัณท์ - 9:00 - 16:30
วันปิดทำการ: ส่วนหลักของศาลเจ้า - เปิดทำการทุกวัน พิพิธภัณท์ - ปิดวันจันทร์หรืออังคาร และวันหยุดแห่งชาติ

วิธีการเดินทาง
จากสถานีรถไฟดาไซฟุ(Dazaifu Station)เดินออกทางตะวันออกประมาณ 5 นาทีก็ถึงศาลเจ้าเทนมานกุ ระหว่างทางเดินจะมีร้านค้าเรียงรายอยู่ด้วย

อาริตะ เมืองแห่งเครื่องเคลือบดินเผา Arita

เที่ยวญี่ปุ่น ทัวร์ญี่ปุ่น แหล่งท่องเที่ยวในญี่ปุ่น japan trip & travel
อาริตะ เมืองแห่งเครื่องเคลือบดินเผา Arita
อาริตะ เมืองแห่งเครื่องเคลือบดินเผา Arita
อาริตะ (有田, Arita) เป็นเมืองเล็กๆทางตะวันตกของจังหวัดซาก้า(Saga Prefecture)ในภูมิภาคคิวชู(Kyushu) ที่มีชื่อเสียงโด่งดังด้านเครื่องปั้นดินเผาโดยเฉพาะแบบเครื่องเคลือบดินเผา(Porcelain) เรียกว่า อาริตะ-ยากิ(Arita-yaki) ทำให้แหล่งท่องเที่ยวของเมืองมักจะเกี่ยวข้องกับเครื่องปั้นดินเผา ทั้งวัด ศาลเจ้า หรือแม้แต่พิพิธภัณฑ์ แหล่งท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะอยู่ที่เมืองเก่าที่อยู่ห่างจากตัวเมืองอาริตะออกมาประมาณ 2.5 กิโลเมตร ที่สถานีรถไฟคามิ-อาริตะ(Kami-Arita Station)

แหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจเช่น ศาลเจ้าโทซาน(Tozan Shrine) ที่มีเสาโทริอิที่สร้างมาจากเครื่องเคลือบดินเผา, กำแพงบ้านโบราณที่สร้างมาจากอิฐและเครื่องเคลือบดินเผาที่เสียแล้ว, เหมืองอิซูมิยะ (Izumiyama), พิพิธภัณฑ์เซรามิค และสวนการเรียนรู้เกี่ยวกับเครื่องเคลือบดินเผาขนาดใหญ่(Arita Porcelain Park) ที่ด้านในมีทั้งสวนสนุก และอาคารที่สร้างตามแบบพระราชวังสวิงเจอร์(Zwinger Palace) ของเมืองเดรสเดน(Dresden) ประเทศเยอรมันนี ที่มีชื่อเสียงด้านเครื่องเคลือบดินเผาเหมือนกัน

การเข้าชม
ค่าเข้าชม: ฟรี
เวลาเปิด-ปิด: แล้วแต่ร้านค้า ส่วนใหญ่ ประมาณ 9:00-17:00

วิธีการเดินทาง
สามารถเดินทางมาได้ด้วยรถไฟ JR สาย Midori และ Huis Ten Bosch ใช้เวลาประมาณ 90 นาที ก็จะมีถึงสถานี Arita

อุทยานประวัติศาสตร์โยชิโนการิ Yoshinogari Historical Park

เที่ยวญี่ปุ่น ทัวร์ญี่ปุ่น แหล่งท่องเที่ยวในญี่ปุ่น japan trip & travel
อุทยานประวัติศาสตร์โยชิโนการิ Yoshinogari Historical Park
อุทยานประวัติศาสตร์โยชิโนการิ Yoshinogari Historical Park
อุทยานประวัติศาสตร์โยชิโนการิ(Yoshinogari Historical Park)แห่งนี้มีความสำคัญด้านประวัติศาสตร์มาก เพราะมีมาตั้งแต่ยุคยาโยอิ(Yayoi) ซึ่งเป็นยุคประมาณ 300 ปีก่อนคริสกาล เป็นยุคเริ่มต้นของประเทศญี่ปุ่น ที่นี่จึงเป็นเรียนรู้ที่น่าสนใจของผู้คนเมื่อกว่า 2 พันปีที่แล้ว ถูกแสดงขึ้นเป็นพิพิธภัณฑ์เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับโลกเพื่อให้เข้าใจวิถีชีวิตของผู้คนยุคโบราณของญี่ปุ่น โดยแบ่งออกเป็นหลายๆโซนเริ่มตั้งแต่ช่วงเริ่มตั้งรกรากเลยทีเดียว

การเข้าชม
ค่าเข้าชม: 400 เยน
เวลาเปิด-ปิด: 9:00-17:00
วันปิดทำการ: หยุดทำการวันปีใหม่

วิธีการเดินทาง
เดินประมาณ 10 นาทีจากสถานีรถไฟ JR Saga หรือ เดินจากสถานีรถไฟ Kanzaki ประมาณ 15 นาที

เกาะร้าง ฮะชิมะ หรือ กุงกันจิมะ Hashima or Gunkanjima island

เที่ยวญี่ปุ่น ทัวร์ญี่ปุ่น แหล่งท่องเที่ยวในญี่ปุ่น japan trip & travel
เกาะร้าง ฮะชิมะ หรือ กุงกันจิมะ Hashima or Gunkanjima island
เกาะร้าง ฮะชิมะ หรือ กุงกันจิมะ Hashima or Gunkanjima island
เกาะร้าง ฮะชิมะ (端島 Hashima) หรือ กุงกันจิมะ (Gunkanjima) อยู่ห่างจากท่าเรือของเมือง นางาซากิ(Nagasaki) ประมาณ 20 กิโลเมตร เกาะนี้แต่เดิมชื่อ ฮาชิมะ(Hashima) แต่ต่อมาช่วงประมาณปลายของศตรวรรษที่ 18 เกาะนี้ถูกเปลี่ยนให้เป็นเหมืองถ่านหิน และเป็นที่พักอาศัยของคนงานจนกลายเป็นเมืองขึ้นมา มีการสร้างกำแพงคอนกรีตสูงรอบเกาะจนหน้าตาเกาะดูคล้ายกับเรือรบ ผู้คนจึงเรียกเป็นชื่อใหม่ว่า กุงกันจิมะ (Gunkanjima) หรือเกาะเรือรบ โดยมีความยาวประมาณ 450 เมตรและกว้างประมาณ 150 เมตร เพื่อเป็นเหมืองแร่ โดยมีผู้อยู่อาศัยประมาณ 5000 คน ทำให้เมื่อก่อนเป็นที่ที่มีประชากรอยู่หนาแน่นที่สุดในโลก

เหมืองบนเกาะเปิดทำงานจนถึงปี 1974 ก็ถูกยกเลิกทำให้ประชากรทั้งหมดต้องอพยพออกจากเกาะ ปล่อยให้เกาะร้าง และถูกสั่งห้ามเข้าใกล้เพราะกลัวว่าอาคารที่ถูกสร้างทิ้งไว้นานแล้วจะถล่มลงมา จากการที่ตัวเกาะถูกปล่อยร้างขาดการดูแล และต้องเจอกับลมฝน พายุมานานหลายสิบปี จึงให้บรรยากาศที่มืดหม่นน่าขนลุก

จนถึงปี 2009 ที่รัฐบาลเปิดให้เป็นที่ท่องเที่ยวได้โดยนั่งเรือออกจากฝั่งที่ นางาซากิ และเรือจะจอดเทียบท่า 3 แห่งเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ขึ้นฝั่งเป็นพื้นที่เล็กๆเพื่อชมตัวเมืองพร้อมกับไกด์ภาษาญี่ปุ่น แต่ไม่ให้นักท่องเที่ยวเข้าใกล้กับสิ่งก่อสร้างเพราะอาคารไม่ได้รับการดูแลมานาน

การเข้าชม
ค่าเข้าชม: มีหลายบริษัททัวร์ที่เปิดให้บริการพานักท่องเที่ยวออกเรือไปที่เกาะพร้อมไกด์ โดยทัวร์จะใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงรวมเวลาที่จะให้เดินบนเกาะแล้วประมาณ 1 ชั่วโมง มีค่าใช้จ่ายประมาณ 4-5 พันเยน

วิธีการเดินทาง
มีหลายทัวร์ที่ให้บริการกระจายไปตามท่าเรือต่างๆ เช่น ท่าเรือนางาซากิเฟอรี่(Nagasaki Port Ferry)ที่อยู่ใกล้กับสถานีรถรางโอฮาโตะ(Ohato tram)